การบริหารสต๊อกสำหรับร้านค้าออนไลน์

0

การบริหารจัดการสต๊อกสินค้าที่ดีนั้นถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ เพราะจะช่วยสนับสนุนการเพิ่มยอดขายของร้านค้าได้ หากจัดการสต๊อกดี วางแผนการสั่งซื้อสินค้ามาเก็บสต๊อกได้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าในขณะนั้น ร้านค้าก็มีโอกาสขายสินค้าได้มากและมีกำไร แต่หากบริหารสต๊อกไม่ดี มีสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ ร้านค้าก็อาจเสียโอกาสในการขายไปและอาจขาดทุนจากการสั่งซื้อสินค้ามาล่าช้ากว่าความต้องการของตลาด

สำหรับธุรกิจออนไลน์ ร้านค้าต้องให้ความใส่ใจเรื่องของสต๊อกสินค้าเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้ขาย 1 ราย อาจจะไม่ได้เปิดขายสินค้าผ่านช่องทางเพียงช่องทางเดียว เช่น มีการเปิดหน้าร้านไปด้วย เปิดออนไลน์ไปด้วย และอาจมีร้านค้าออนไลน์มากกว่า 1 ร้าน แต่บริหารภายใต้สต๊อกเดียวกัน ในการเปิดขายหลายช่องทางนี้เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้า แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มขั้นตอนการทำงานและอาจก่อให้เกิดปัญหาอย่างเช่น

“ร้านค้าใส่สต็อกสินค้าเกินจริงเผื่อไว้เพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย และเผื่อลูกค้าบางคนไม่จ่ายเงิน ร้านจะได้ไม่เสียโอกาสการขาย” 

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ลูกค้าสั่งซื้อเข้ามาจำนวนที่มากกว่าของในสต็อกจริง ทำให้สินค้าในสต๊อกไม่เพียงพอกับออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งเข้ามา

ผลที่กระทบ: ร้านค้าไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ เพราะต้องรอสั่งผลิต หรือนำเข้าจากผู้ผลิตหรือพ่อค้าคนกลาง ส่งผลกระทบให้เกิดการจัดส่งล่าช้า ซึ่งส่งผลเสียให้กับร้านค้าในเรื่อง ต่อไปนี้

  • ทำผิดนโยบายของทาง WeLoveShopping และอาจถูกลงโทษได้
  • ลูกค้ามีสิทธิ์ขอเงินคืน
  • ร้านค้าสูญเสียรายได้จากรายการสั่งซื้อนั้น
  • คะแนนความพึงพอใจลดน้อยลง ส่งผลให้คุณภาพร้านค้าลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่ยอดขายที่น้อยลงได้

คำแนะนำสำหรับการใส่สต็อกในร้านค้าที่เหมาะสม

1.ประเมินระยะเวลาสั่ง-ส่งสินค้าของผู้ผลิต

ร้านค้าควรหมั่นตรวจสอบสต็อกของผู้ผลิตหรือพ่อค้าคนกลาง ว่ามีของพร้อมส่งให้ร้านในปริมาณเท่าไร และระยะเวลาในการส่งของกี่วัน หากสินค้ากำลังจะขาดตลาด ผู้ผลิตหรือพ่อค้าคนกลางไม่มีสต็อกสินค้านั้นแล้ว ก็ไม่ควรลงสต็อกเผื่อไปในระบบเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าได้

แต่หากผู้ผลิตหรือพ่อค้าคนกลางมีสินค้าเป็นจำนวนมากซึ่งใช้ระยะเวลาในการสั่งของและจัดส่งได้ไม่เกิน 3-5 วัน ก็สามารถที่จะอัพเดทใส่สต๊อกเพิ่มเติมได้ในแต่ละวัน เพื่อให้ร้านค้ามีโอกาสในการขายได้มากขึ้น แต่ร้านค้าต้องมั่นใจว่ามีสินค้าแน่นอนจริงๆ ทั้งนี้ ระยะเวลาที่ผู้ผลิตหรือพ่อค้าคนกลาง จะสามารถส่งสินค้าให้ร้านค้าได้ ต้องไม่มากเกินกว่า “ระยะเวลาเตรียมสินค้าและแจ้งจัดส่ง” ที่ร้านค้ากำหนดเท่านั้น

2.ใส่สต็อกตามจำนวนสินค้าจริง

โดยเฉพาะเมื่อร้านค้าเข้าร่วมแคมเปญกับ WeLoveShopping มีโอกาสที่สินค้าจะขายได้ทั้งหมดสต๊อก ดังนั้นจึงไม่ควรเสี่ยงกับการใส่สต็อกสินค้าที่มากเกินจำนวนสินค้าที่มีอยู่จริง เพราะหากร้านค้าไม่สามารถจัดส่งสินค้าตามระยะเวลาที่ระบุไว้ได้ ร้านค้าอาจถูกลงโทษตามข้อกำหนดของ WeLoveShopping และไม่สามารถเข้าร่วมแคมเปญกับทาง WeLoveShopping ได้อีก

การบริหารสต๊อกสำหรับผู้ขายที่มีร้านค้าออนไลน์หลายร้าน

คำแนะนำ:

  • ทำการแยกสต๊อกสำหรับแต่ละช่องทางออกจากกัน
  • ใส่จำนวนสินค้าตามจริงที่มีอยู่ในสต็อก
  • จัดทำตารางควบคุมสต็อกสินค้า เพื่อให้รู้จำนวนรวมทั้งหมดและสามารถวางแผนการสั่งสินค้าต่อไปได้
  • ใส่สต็อกให้กับแต่ละร้านตามความเหมาะสม โดยดูจากความสามารถในการขาย กลุ่มลูกค้า การจัดโปรโมชั่นแคมเปญ และการทำการตลาดในขณะนั้น

ตัวอย่างเช่น  สินค้า A มีจำนวนสินค้า 150 ชิ้น ลงขาย 3 ร้านค้า

ร้านที่ 1  กำลังจัดโปรโมชั่นสินค้า ลงขายไว้ 100 ชิ้น

ร้านที่ 2  ขายปกติสัปดาห์ละ 5 ชิ้น ลงขายไว้ 10 ชิ้น

ร้านที่ 3  ขายปกติวันละ 2 ชิ้น ลงขายไว้ 40 ชิ้น

หลังจากร้านที่ 1 หมดช่วงการจัดโปรโมชั่น ก็นำจำนวนสินค้าที่เหลืออยู่มากระจายลงให้กับร้านอื่นๆ เพื่อช่วยขยายช่องทางการระบายสินค้า

ข้อดี:

  • สะดวกที่สุดกับการจัดการหลังร้านค้า
  • จัดสินค้าและแพ็คสินค้าเพื่อจัดส่งได้ง่าย
  • บริหารสต็อกให้กับร้านค้าในแต่ละเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก
  • ง่ายในการจัดการหลังร้านค้า
  • ลดข้อผิดพลาดในการจัดส่งสินค้า
  • มีสินค้าเพียงพอสำหรับช่องทางในการขายทุกช่องทาง
  • สต็อกมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนสต็อกได้ตลอดเวลา
  • ช่วยทำให้การจัดส่งสินค้าไม่ล่าช้าเกินกำหนด เพราะมีสต็อกจริงไม่ต้องรอของจาก Supplier
(Visited 246 times, 1 visits today)
Share.

Comments are closed.